Nathaniel Soto

ซื้อของจากจีน

สินค้าต้องห้ามกับการสั่งซื้อของจากจีน

จากคราวก่อนที่ Yourbaobao นำเสนอสินค้าน่าซื้อจากประเทศจีนไปแล้วนั้น วันนี้ก็อยากมานำเสนอในเรื่องของสินค้าที่ไม่ควรสั่งซื้อจากประเทศจีนกันค่ะ

จริงอยู่ที่สินค้าจากประเทศจีนนั้น มีราคาถูก คุณภาพดี มีรูปแบบที่น่ารัก แต่ว่าก็มีบางอย่างที่ไม่ควรซื้อนะคะ การช็อปออนไลน์เนี่ย ข้อดีก็คือได้สินค้าราคาถูกกว่าออนไลน์ จะอยู่ที่ไหน ใกล้ไกล ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต แต่ข้อเสียก็มีอยู่ว่า เราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าสินค้านั้นจะเป็นอย่างไร จะเหมือนในรูป จะตรงปกหรือเปล่า เพราะเราไม่สามารถทดลองจับต้อง หรือลองใส่ได้ อีกทั้งด้วยระยะเวลาการจัดส่ง อาจจะต้องรอสินค้า ไม่ได้เจอปุ๊ป ถูกใจ จ่ายเงินหิ้วกลับบ้านได้เหมือนซื้อหน้าร้านออฟไลน์ แต่ด้วยเศรษฐกิจแบบนี้ การรอสินค้าไม่กี่วันแลกกับราคาที่ถูกกว่าครึ่งต่อครึ่งก็ไม่แย่นะคะเพื่อนๆ

ว่าแต่ อะไรล่ะที่ไม่ควรสั่งซื้อออนไลน์ วันนี้ Yourbaobao รวบรวมมาให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ

1.เครื่องสำอางค์ เป็นอะไรที่ต้องรีบมาแนะนำเป็นอันดับแรกเลยค่ะ กับการซื้อเครื่องสำอางค์ออนไลน์เนี่ย แม้ว่าแพคเกจจิ้งจะน่ารัก สีน่าล่อตาล่อใจน่าซื้อมาใช้แค่ไหน แต่ของแนะนำว่าอย่าดีกว่านะคะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเครื่องสำอางค์นั้นๆจะมีส่วนผสมอะไรที่ทำให้เราแพ้หรือเปล่า สีของเครื่องสำอางค์ก็อาจจะเพี้ยนจากกระบวนการการถ่ายภาพก็ได้ค่ะ ที่สำคัญที่สุดคือ การขนส่งนั้น อาจจะทำให้คุณภาพของสินค้าแย่ลง อันตรายต่อใบหน้าสวยๆของเราอย่างยิ่งเลยนะคะ

2. อาหาร เหตุผลคล้ายกับการซื้อเครื่องสำอางค์เลยค่ะ อาหารบางประเภทนั้น สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ก็จริง เพราะผ่านกระบวนการถนอมอาหารที่ทำให้คุณภาพของสินค้ายังโอเคอยู่แม้จะข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล แต่ว่า เราก็ไม่สามารถจะเช็คดูวันหมดอายุได้ โดยเฉพาะที่ไม่แนะนำซื้อออนไลน์เด็ดขาดก็คือ ผลไม้ ขนมหวาน ที่แม้สมัยนี้นวัตกรรมการขนส่งโลจิสติกท์จะพัฒนาไปไกลแล้ว แต่อาจจะเกิดเหตุสุดวิสัย พายุเข้า สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้การขนส่งอาจจะเกิดการล่าช้า ผลไม้ที่เราสั่งซื้อมาอาจจะเน่าเสีย ขึ้นรา ส่งผลเสียต่อสุขภาพซะเปล่าๆค่ะ

3. งานศิลปะ งานศิลปะที่ดีนั้น ดูได้จากฝีแปรงและสีค่ะ แล้วเราจะมั่นได้อย่างไรกันคะเพื่อนๆ ว่างานศิลปะที่ถ่ายรูปลงออนไลน์นั้นตรงปก เป็นของจริง แล้วงานศิลปะที่ดี สามารถส่งพลังออกมาได้ หากเราได้เห็น ได้สัมผัสด้วยตาเปล่า การซื้องานศิลปะออนไลน์จึงเป็นอะไรที่ไม่แนะนำเลยค่ะ เพราะหากเราได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่แกลเลอร์รี่ หรือตัวศิลปินเอง ก็อาจจะได้รับสาร ได้รับเรื่องราวเกี่ยวกับงานศิลปะนั้นๆด้วยนะคะ ที่สำคัญคือการขนส่งอาจจะทำให้งานศิลปะเสียหาย และราคาค่าขนส่งค่อนข้างสูง เพราะต้องระมัดระวังเรื่องการขนย้าย แรงงานที่ใช้ขนย้ายจึงต้องเพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงงานศิลปะที่มีมูลค่าบางชนิด จำเป็นจะต้องขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ และต้องทำประกันอีกด้วย หากเกิดข้อผิดพลาดขณะขนส่งสินค้าชนิดนี้ จากที่จะได้ของมาแต่งบ้านสวยๆ อาจจะได้อะไรก็ไม่รู้มาแทน เสียใจแย่เลยค่ะ 

สุดท้ายนี้อย่างที่ย้ำกันไป การเลือกเว็บสั่งของที่ดี ก็ช่วยให้เพื่อนๆหมดกังวลไปได้เยอะเช่นกัน หากเพื่อนๆกำลังสนใจสั่งซื้อของจากจีน อย่าลืมใช้บริการ Yourbaobao นะคะ

ปั้ ม vacuum

เหตุผลที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นจะต้องมีการควบคุม และ ใช้เครื่องจักรที่หลากหลาย

หากว่าเรานั้นเคยเยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรม หรือหากลองมองดูถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นหลายคนนั้นอาจจะเคยได้ยินนะครับว่าภายในอุตสาหกรรมนั้นมีการควบคุมในเรื่องที่หลากหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทั้งความร้อน ลมแห้ง หรือ แม้แต่ในเรื่องของความชื้นเองก็สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน  ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาดูกันดีกว่านะครับว่าทำไมภายในอุตสาหกรรมนั้นจะต้องมีการควบคุมในเรื่องที่หลากหลายอย่างมากมายขนาดนั้น

การควบคุมความชื้น

            อย่างแรกเลยนั้นคือในเรื่องของการควบคุมความชื้นนั้นหลายคนนั้นอาจจะยังไม่รู้ว่าภายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นจะต้องมีเครื่องควบคุมอุณหภูมิ และ เครื่องดูดความชื้นไว้ภายในอุตสาหกรรมไว้ด้วยเช่นกัน นั้นก็เพราะว่าความชื้นนั้นจะสร้างปัญหาอย่างมาก โดยหากให้เห็นภาพชัด ๆ เลยนั้นคือในเรื่องของเชื้อราท่าอาจจะมากัดกินอาคารต่าง ๆ ได้ และในขั้นตอนการผลิตเองก็สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะว่าถ้าหากว่ามีความชื้นมากเกินไปนั้นจะส่งผลให้การผลิตนั้นเกิดความผิดพลาดได้ด้วยเช่นกันนั้นจึงทำให้ภายในอุตสาหกรรมนั้นจะต้องมีการควบคุมความชื้นด้วยเช่นกัน

การควบคุมระบบลมอัดแห้ง

            อีกเรื่องที่สำคัญนั้นที่ภายในระบบอุตสาหกรรมนั้นจะต้องมีการควบคุมด้วยเช่นกันนั้นคือ “การควบคุมความชื้น และ ระบบอัดแห้ง” ซึ่งภายในอุตสาหกรรมนั้นจะเลือกใช้ “ปั้ ม vacuum” ในการสูบอากาศ และ ระบบอัดแห้ง ด้วยเช่นกัน ซึ่งระบบลมแห้งนั้นจะต้องมีความสำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะว่ามีหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะต้องเลือกใช้ ปั้ ม vacuum เพื่อใข้ในอุตสาหกรรมเพื่อทำให้มีมาตรฐานที่ดีอย่างมากด้วยเช่นกัน

การควบคุมระบบอุณหภูมิ

            ระบบควบคุมอุณหภูมิเองก็สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน  เพราะว่าหลากหลายคนนั้น อาจจะยังไม่รู้นะครับว่าภายในอุตสาหกรรมนั้นจะมีการควบคุมอุณหถูมิ ไว้ให้มีมาตรฐานด้วยเช่นกัน  เพราะว่าหากว่ามีอุณหภูมิที่ไม่มีมาตรฐานนั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการผลิต รวมทั้งในเรื่องของ ระบบอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน  ดังนั้นการควบคุมอุณหภูมิภายในอุตสาหกรรมนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน

การควบคุมระบบไฟฟ้า

            อีกเรื่องนั้นคือในเรื่องของการควบคุมระบบไฟฟ้าเองก็สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน  ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะยังไม่รู้ว่าภายในอุตสาหกรรมนั้นจะมีการควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีมาตรฐานอย่างมาก เพราะว่าระบบไฟฟ้าภายในอุตสาหกรรมนั้นค่อนยข้างอันตรายถ้าหากว่าเกิดความผิดพลาด นั้นอาจจะสร้างความอันตรายต่ออุตสาหกรรมอย่างมากด้วยเช่นกัน

การควบคุมความเย็น

            ความชื้นนั้นเป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน และ หลายคนนั้นอาจจะยังไม่รู้ ว่าภายในอุตสาหกรรมนั้นมีการควบคุมความเย็นให้มีมาตรฐานอย่างมาก เพราะว่าหากว่าความเย็นนั้นไม่มีมาตรฐานจะส่งผลในเร่องที่หลากหลายอย่างมากด้วยเช่นกันนั้นจึงทำใหการควบคุมความเย็นเองจึงเป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่สำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน

                  ดังนั้นจะเห็นว่าในเรื่องของ มาตรฐานนั้นมีควรามสำคัญอย่างมาก และ ในอุตสาหกรรมนั้นจะมีการควบคุมในเรื่องที่หลากหลายอย่างมาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ในอุตสาหกรรม เพราะว่าจะช่วยให้สามารถที่จะมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นรวมทั้งในเรื่องของ ความปลอดภัยในอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน

มอเตอร์ทดเกียร์

การทำงานและชนิดของ มอเตอร์ทดเกียร์ 

มอเตอร์ทดเกียร์เป็นมอเตอร์ซึ่งทำหน้าที่ในการลดจำนวนรอบของมอเตอร์ที่ทำงาน เพื่อให้การทำงานด้วยฟันเฟืองนั้นช้าลง ให้บริการโดยบริษัทเกี่ยวกับมอเตอร์ที่น่าเชื่อถือซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกเพื่อการใช้งานในแบบที่แตกต่างกันและมีประสิทธิภาพในการทำงานของมอเตอร์ ด้วยอะไหล่วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน จึงยากต่อการชำรุดเสียหายของมอเตอร์สำหรับทดเกียร์ ในบทความจะมากล่าวถึงมอเตอร์ทดเกียร์ให้ทุกคนรู้จักว่าเป็นมอเตอร์แบบใดบ้าง 

ฟันเฟืองที่ใช้ใน มอเตอร์ทดเกียร์ มีอะไรบ้าง 

สำหรับการใช้งานมอเตอร์ทดเกียร์นั้นจะมีอยู่หลากหลายประเภทให้เลือกใช้งานตามฟันเฟืองที่อยู่ในมอเตอร์ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งกับงานเกษตรกรรม งานที่เกี่ยวกับการผลิต โรงงานอุตสาหกรรม ในการหมุนมอเตอร์นั้นสามารถหมุนได้ทั้งสองทิศทาง จึงทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายและมีความสะดวกเป็นอย่างมาก มีความทนทานของวัสดุที่ใช้ผลิตและแข็งแรงเป็นอย่างมาก โดยจะกล่าวถึงประเภทของฟันเฟืองที่ใช้ในมอเตอร์ทดเกียร์ได้ดังต่อไปนี้ 

  • Helical Gear (เฟืองเกียร์แบบเฉียง) ลักษณะของเฟืองประเภทนี้จะมีความคล้ายคลึงกับเฟืองแบบตรงแต่ต่างกันตรงที่จะทำมุมเป็นแนวทแยงเพื่อมุมที่ผู้ใช้งานต้องการ เอียงได้ทั้งสองข้างไม่ว่าจะเป็นข้างขวาหรือข้างซ้าย 
  • Worm Gear (เฟืองเกียร์แบบตัวหนอน) เป็นเฟืองที่ประกอบไปด้วยตัวเฟืองและล้อตัวหนอน ซึ่งการใช้เฟืองประเภทนี้จะมีแรงกระทำสูง รวมถึงมีพลังงานที่สูญเสียไปในระดับที่สูงด้วย จึงไม่เหมาะกับการใช้งานแบบต่อเนื่อง 
  • Bevel (เฟืองเกียร์แบบดอกจอก) เป็นเฟืองที่ถูกนำมาผสมระหว่างเฟืองแบบกรวย เฟืองแบบตรง และเฟืองแบบเฉียง ซึ่งเฟืองประเภทนี้จะเหมาะในการใช้อัตราทดเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีเสียงที่เงียบอีกด้วย 
  • Rack Gear (เฟืองเกียร์แบบสะพาน) รูปลักษณ์ของเฟืองชนิดนี้จะคล้ายกับสะพาน โดยจะทำมุมอยู่ที่ 90 องศา แนะนำให้ใช้คู่กับเฟืองแบบตรงจึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • Spur Gear (เฟืองเกียร์แบบตรง) เป็นเฟืองที่หลายคนนิยมใช้กันมากเพราะมีราคาไม่แพง อีกทั้งยังสามารถประกอบได้ง่าย ใช้ได้ปลอดภัย แข็งแรงทนทาน และมีกำลังในระยะที่สั้น 

จะเห็นว่ามอเตอร์ทดเกียร์เป็นมอเตอร์ที่มีคุณสมบัติในการทดเกียร์หรือก็คือการลดจำนวนรอบในการทำงานของมอเตอร์ลง ใช้งานได้อย่างสะดวกและทำงานได้ทั้งสองทิศทาง อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตก็มีความแข็งแรงและเป็นเกรดดีเยี่ยมจึงทำให้การใช้งานของมอเตอร์ทดเกียร์มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ใช้ได้กับทุกอาชีพที่ทำงานเกี่ยวกับการผลิต เฟืองเกียร์ที่ใช้ก็มีอยู่หลายประเภทที่ทำหน้าที่แตกต่างกันจึงมีความหลากหลายของมอเตอร์ซึ่งเหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็ตาม 

โรงงานอุตสาหกรรม

ประวัติกรมโรงงานอุตสาหกรรม

          กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานส่วนราชการระดับกรม สังกัด กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่ในการบริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม โดยยึดแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และประหยัดพลังงาน รวมไปถึงสนับสนุนข้อมูล และ องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม

ประเทศไทยเริ่มมีการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมมาแต่สมัยโบราณ แต่การอุตสาหกรรมในขณะนั้นเป็นประเภทสินค้าหัตถกรรมและอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทอผ้า การตีเหล็ก การจักสาน การแกะสลักไม้ การทำทองรูปพรรณ และการประกอบกิจการอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เช่น โรงงานสุรา โรงงานน้ำตาลทรายแดง อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นโดยมีชาวต่างประเทศเข้ามาสร้างโรงงาน เช่น โรงกษาปณ์ โรงสีข้าว โรงเลื่อย และหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการพัฒนาด้านการอุตสาหกรรม โดยเอกชนได้เริ่มลงทุนก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรมขึ้นอีกหลายประเภท เช่น โรงงานบุหรี่ โรงงานทำกระดาษ โรงงานทำน้ำอัดลม โรงงานทำสบู่ แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงทั่วโลกในปี พ.ศ. 2470 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยด้วย ทำให้ไม่มีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

การก่อตั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม

เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลได้ยึดแนวการบริหารประเทศโดยคำนึงถึงความสมบูรณ์ของราษฎรทางด้านเศรษฐกิจจึงได้จัดทำแผนการดำเนินการทางเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอุตสาหกรรม กิจการบางอย่างที่เป็นสาธารณูปโภค รัฐจะเข้าควบคุมดูแลตลอดจนการร่วมงานกับบริษัทเอกชนดำเนินการในรูปของบริษัทสาธารณะ ส่วนที่ไม่เป็นสาธารณูปโภคจะให้ประชาชนดำเนินการธุรกิจอุตสาหกรรมได้

พ.ศ. 2485 เพื่อเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลในสมัยนั้นจึงมีนโยบายที่จะจัดสร้างและดำเนินการอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรมภายในประเทศให้เป็นปึกแผ่น โดยแก้ไขพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยยุบกระทรวงการเศรษฐกิจและจัดตั้งกระทรวงใหม่ขึ้น 2 กระทรวงคือกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม

5 พฤษภาคม 2485 สืบเนื่องจาก พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช 2484 พุทธศักราช 2485 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2485 ได้มีการจัดตั้ง กระทรวงการอุตสาหกรรม ขึ้น และได้จัดตั้งกรมในปีเดียวกัน โดยมีหน้าที่ในการดูแลโรงงานต่างๆ ของรัฐ ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการปรับปรุงมาตรฐาน คุณภาพและปริมาณ รักษาระดับราคาของผลิตภัณฑ์ที่โรงงานต่างๆ ผลิตจำหน่ายแก่ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เห็นว่ามีความจำเป็นแก่ประเทศในยามสงคราม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับการสถาปนาเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่ดูแลโรงงานต่างๆที่เป็นของรัฐ ควบคุมดูแลการดำเนินงานของโรงงานเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงมาตรฐานแห่งคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนรักษาระดับราคาของผลิตภัณฑ์ที่โรงงานต่างๆผลิตจำหน่ายแก่ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เห็นว่ามีความจำเป็นแก่ประเทศชาติในยามสงคราม

บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

1. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และกำหนดนโยบาย แผนงาน หลักเกณฑ์ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สุขอนามัย การบริหารความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานของโรงงาน

2. ส่งเสริม สนับสนุน และให้บริการด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย อาชีวอนามัย สุขอนามัย การบริหาร

ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานของโรงงาน

3. ป้องกันและประสานการระงับภัยจากโรงงานและการประหยัดพลังงาน

4. ให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือหน่วยงานภาครัฐที่ร้องขอ ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือต้องใช้ความชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน

5. ตรวจสอบรายงานความปลอดภัยของผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว

6. ติดต่อและประสานความร่วมมือด้านความปลอดภัยของโรงงานกับหน่วยงานหรือองค์การด้านความปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุบัติภัย รวมทั้งการกีดกันทางการค้าด้วยเหตุผลจากความเสี่ยงภัย

7. พิจารณาอนุญาต ควบคุม กำกับดูแล บุคลากรหรือหน่วยงานด้านความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

8. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่ายงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0

          อุตสาหกรรม 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปสินค้าต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยียุคใหม่ที่ล้ำสมัยในการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร (Machine-to-Machine หรือ M2M) และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของระบบอัตโนมัติ, เพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารและการตรวจสอบระบบ, และเพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขปัญหาเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากมนุษย์ แต่เดิมโลของเรานั้นมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง ดังนี้

  1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก (First Industrial Revolution) คือ การเปลี่ยนจากวิธีการผลิตด้วยมือไปสู่เครื่องจักรโดยใช้พลังไอน้ำและพลังงานน้ำ เป็นช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ในสหราชอาณาจักร (เกาะอังกฤษ) หรือปี ค.ศ.1840 ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
  2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง (Second Industrial Revolution) หรือที่เรียกว่า การปฏิวัติเทคโนโลยีเป็นช่วงเวลาระหว่างปีพ. ศ. 2414 ถึง 2457 ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งเครือข่ายทางรถไฟและโทรเลขที่กว้างขวางซึ่งทำให้สามารถถ่ายโอนผู้คนและความคิดได้เร็วขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าและการเพิ่มพลังงานไฟฟ้า
  3. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม หรือ ที่เรียกว่า การปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หลังจากสงครามโลกทั้งสองสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อันมีชนวนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ.1929

อุตสาหกรรม 4.0 คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า และมีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมความต้องการของผู้บริโภครายบุคคลเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง เช่น โรงงานยุค 3.0 ผลิตของแบบเดียวกันจำนวนมากในเวลาพริบตาเดียว แต่ต่อไปโรงงานยุค 4.0 จะสามารถผลิตของหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันได้เป็นจำนวนมากในเวลาพริบตาเดียว  โดยใช้กระบวนการผลิตที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรแบบ “Smart Factory” สรุปอย่างง่ายก็คือ อุตสาหรรม 4.0 นั้น เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้  โดยมีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ ในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม 4.0 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล เน้นส่งเสริมการขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งเสริม E-Commerce, E-Documents และ E-Learning สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการวางพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้ไทยก้าวเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ยังเป็นการปูทางรองรับอุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย การมีระบบบริหารจัดการที่ดีเป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับกับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศนั้นมีประสิทธิภาพและแข่งขันกับตลาดโลกได้

อุตสาหกรรมอาหาร

อุตสาหกรรมอาหาร

          เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานด้านการผลิตทางการเกษตรที่มั่นคงและมั่งคั่ง ทำให้มีผลผลิตที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่อง มีแรงงานที่มีคุณภาพจำนวนมาก มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้เป็นฐานของการทำอุตสาหกรรมการอาหาร

          อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่นำผลิตผลจากภาคเกษตร ได้แก่ผลิตผลจากพืช ปศุสัตว์ และ ประมง มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร โดยอาศัยเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการถนอมอาหาร ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหาร (Food Processing Equipment) บรรจุภัณฑ์อาหาร (Packaging) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์อาหารให้ได้ปริมาณมากๆ มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และสะดวกต่อการบริโภค หรือการนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป และเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลจาก พืช ปศุสัตว์ และประมง ผลิตภัณฑ์อาหารอาจผ่านกระบวนการแปรรูปขั้นต้น หรือขั้นกลาง เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปหรือขั้นสุดท้าย ที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

          อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมลำดับแรกที่ได้รับการสนับสนุนมาตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนน้อยใช้วัตถุดิบภายในประเทศมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และสามารถนำเอาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศไปพัฒนาเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้มาก ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาเพื่อการลงทุน นอกจากนี้อุตสาหกรรมอาหารยังก่อให้เกิดผลเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมการผลิตอื่นๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ เช่น กระป๋อง และนำไปสู่การจ้างงานและรายได้ประชาชาติที่สูงขึ้น ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารกำลังเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทิศทางของการขยายตัวของสินค้าเกษตรมีมากขึ้นทำให้มีธุรกิจมีกำลังในการซื้อผลิตภัณฑ์เข้าในบริษัทมากขึ้นทั้งการแปรรูป และส่งออกสินค้าสด

          อุตสาหกรรมอาหารมีความแตกต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่นอย่างเด่นชัดในเรื่องของ วัตถุดิบ (Raw Material) และคุณภาพอาหาร (Food Quality) ดังนี้

  1. วัตถุดิบ (Raw Material) ในอุตสาหกรรมอาหารนั้นจะใช้วัตถุดิบจากพืช และวัตถุดิบจากสัตว์ ซึ่งได้จากภาคการเกษตรกรรม การปศุสัตว์ การประมง และบางส่วนได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ เป็นสิ่งมีชีวิตและเป็นสารอินทรีย์ ทำให้เสื่อมเสียได้ง่าย ทั้งการเสื่อมเสียจากจุลินรีย์ (Microbial Spoilage) การเสื่อมเสียจากปฏิกิริยาทางเคมี สามารถส่งผลกระทบทำให้อาหารเกิดอันตราย (Food Hazard) ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย
  2. คุณภาพอาหาร (Food Quality) นั้นประกอบไปด้วย คุณภาพทางประสาทสัมผัสคุณภาพด้านโภชนาการ และคุณภาพด้านความปลอดภัย อุตสาหกรรมอาหารนั้นจะต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างกว้างขวางและรุนแรง เนื่องจากอาหารมีโอกาสก่ออันตรายกับผู้บริโภคได้ ทั้งอันตรายทางกายภาพ อันตรายทางเคมี และอันตรายทางจุลินทรีย์ ดังนั้นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมอาหาร จึงเข้มงวดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษา การกระจายสินค้า