Category: Industrial

เช่าโรงงาน

ทำไมการเช่าโรงงานใจกลางเมืองจึงคุ้มค่า

ตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเวลาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในการเลือกผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผู้ประกอบการทุกคนต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของเขาเข้าถึงผู้ซื้อขั้นสุดท้ายโดยเร็วที่สุด ลูกค้าต้องการให้จัดส่งทุกอย่างในทันที โดยควรเป็นวันเดียวกันทันทีหลังจากวางคำสั่งซื้อ 

ขั้นตอนที่แพงที่สุดในกระบวนการลอจิสติกส์การขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางที่สินค้าต้องเดินทางจากคลังสินค้าไปยังผู้รับโดยตรง บริษัทต่าง ๆ ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตนแข่งขันได้ ไม่เพียงเพราะราคาด้านเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าถึงลูกค้าในช่วงเวลาที่รวดเร็วด้วย เมื่อมองหาวิธีแก้ปัญหา การลงทุนที่ดีที่สุดคือการเช่าโรงงานตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองใหญ่ 

ประหยัดค่าเช่าโรงงานได้อย่างไร? 

เมื่อเช่าโรงงาน เราจะวิเคราะห์ต้นทุนคงที่เป็นหลัก เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ แต่เราไม่สนใจค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นเมื่อเช่าคลังสินค้านอกเมือง ในทางกลับกันที่ตั้งของโรงงานภายในขอบเขตการบริหารของการรวมตัวกันในเมืองช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ซึ่งช่วยให้ลดต้นทุนการเช่าทั้งหมดได้อย่างมีนัยสำคัญตลอดทั้งปี 

เราประหยัดอะไรได้บ้างในการเช่าโรงงานในเมือง 

ประหยัดการขนส่ง 

รถบรรทุกส่งของไม่ต้องเผชิญกับรถติดและสินค้าจะถูกส่งไปยังคลังสินค้าตรงเวลา ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าสามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น และผู้รับสามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าที่สั่งซื้อจะถึงมือตรงเวลา การจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อขั้นสุดท้ายนั้นรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเหนือสิ่งอื่นใดคือราคาถูก โดยส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากระยะห่างระหว่างพื้นที่คลังสินค้าและใจกลางเมือง  

พนักงานประหยัดเงินในการเดินทางไปโรงงาน 

การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะโดยตรงเป็นการประหยัดที่ยอดเยี่ยมอีกประการหนึ่งสำหรับผู้เช่าโรงงานและพนักงาน พนักงานที่กำลังมองหางานจะตัดสินใจสมัครงานตำแหน่งว่างได้ง่ายขึ้น โดยรู้ว่าพวกเขาจะถึงที่ทำงานอย่างรวดเร็วและราคาถูก ซึ่งโรงงานหลายแห่งที่ตั้งอยู่นอกเมือง ทำให้พนักงานต้องจัดให้มีรถโดยสารพิเศษจากศูนย์เพื่อไปส่งที่ทำงาน จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้  

สำหรับผู้ประกอบการท่านไหนที่กำลังอยากจะเช่าโรงงาน อย่าลืมคิดเผื่อปัจจัยด้านการเดือนทางของพนักงานและการขนส่งที่ประหยัดต้นทุนนี้รวมไปด้วย เพื่อให้คุณสามารถลดต้นทุนได้มากที่สุดนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานให้เช่าหลายแห่งในกรุงเทพและปริมณฑลที่ราคาไม่แรงมาก ที่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมให้ธุรกิจของคุณได้ สามารถเข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ของเราเพื่อเลือกดูทำเลที่ตั้งโรงงานดี ๆ ราคาโดน ๆ ที่กำลังเปิดให้เช่า พร้อมดีลพิเศษได้ททุกวัน เรามีโรงงานให้เลือกมากมาย ตามความต้องการคุณอย่างแน่นอน

หม้อแปลงไฟฟ้า

ชวนหาคำตอบ หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเกิดจากอะไร ทำไมถึงระเบิด?

                “ตู้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่นของหม้อแปลงไฟฟ้า ที่ตามมาพร้อมไฟดับทั้งซอย เป็นเหตุการณ์ที่ใครหลายคนคงเคยเจอ แม้มันอาจเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่คงจำได้ฝังใจ เพราะเสียงดังจนน่าตกใจ แถมยังเอาความมืดและความร้อนมาด้วยอีก

                ซึ่งเวลาหม้อแปลงระเบิด ผู้ใหญ่ก็มักจะบอกว่าเป็นเพราะกระแสไฟมากเกินไปบ้าง หรือฟ้าผ่าบ้าง แต่คุณเคยสงสัยกันสักนิดไหมว่าสาเหตุมันมีแค่นี้จริงเหรอ หรือมีอะไรมากกว่านั้นที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนอีกหรือไม่ เราชวนมาคำตอบพร้อมกันกับบทความนี้

ที่ระเบิดไม่ใช่หม้อแปลงไฟฟ้าแต่เป็นฟิวส์

            เสียงดังตู้มที่เราเรียกติดปากกันบ่อย ๆ ว่าหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดนั้น ความจริงแล้วที่ระเบิดไม่ใช่หม้อแปลงแต่เป็นดรอปเอาท์ฟิวส์ (Dropout Fuse Cutout) หรืออุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ในระบบจําหน่ายไฟฟ้าแรงสูง ทําหน้าที่ป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าและสายเมนย่อยที่แยกมาจากสายเมนในระบบจําหน่ายที่มีกระแสไม่เกิน 100 แอมป์ แต่ในบทความนี้จะเรียกว่าหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเพื่อความเข้าใจตรงกัน

โดยสิ่งที่ทำให้กระแสไฟฟ้าผิดปกติจนหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ใช่เพียงแค่กระแสไฟมากเกินไปหรือฟ้าผ่าอย่างที่เคยรู้กันมาเท่านั้น

หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเพราะกระแสไฟมากเกิน

กระแสไฟไหลผ่านหม้อแปลงไฟฟ้ามากเกินไป (Overload) เป็นสาเหตุยอดฮิตของหม้อแปลงระเบิด เพราะกระแสไฟฟ้าที่มากเกินพิกัดของดรอปเอาท์ฟิวส์ จะทำให้ตัวเชื่อมฟิวส์อุณหภูมิสูงขึ้นจนหลอมละลาย เกิดช่องว่าง และระเบิดในที่สุด

หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเพราะน้ำมันเสื่อม

            น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าเสื่อมสภาพเกิดจากความร้อนที่สะสมเป็นเวลานาน ความชื้นจากการรั่วซึมของหม้อแปลง รวมทั้งความผิดปกติของตัวหม้อแปลงเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่หากเกิดขึ้นแล้วบังเอิญได้เจอกับกระแสไฟเกินขนาด จะยิ่งทำให้การระเบิดรุนแรงมากขึ้น เพราะเดิมทีน้ำมันหม้อแปลงทำหน้าที่เป็นฉนวนและระบายความร้อนให้กับขดลวดภายใน เมื่อไหร่ที่มันเริ่มเสื่อมสภาพก็จะทำให้อุณภูมิในหม้อแปลงสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเหมือนเคย

หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเพราะต่อไม่ถูก

            การต่อหม้อแปลงไฟฟ้าแบบผิด ๆ มีสิทธิ์ทำให้หม้อแปลงระเบิดได้เช่นกัน เพราะกระแสไฟฟ้าจะไหลสับสน และองค์ประกอบภายในจะทำงานผิดพลาดได้ โดยวิธีการต่อที่ถูกต้องได้แก่

  • หาขั้วหม้อแปลงให้เจอ ถ้าหม้อแปลงไม่ได้ระบุมา สามารถทดสอบได้โดยการต่อวงจรหม้อแปลง พร้อมป้อนแรงดันด้านปฐมภูมิเข้าไป แล้วนำโวลต์มิเตอร์มาวัดค่าแรงดันที่ได้
  • ต่อหม้อแปลงให้เหมาะสมกับกำลังไฟ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส จะต่อแบบขนาน หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส จะต่อแบบ Y – Y Connection เป็นต้น

หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดเพราะฟ้าผ่า

            เมื่อไหร่ที่ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า แล้วสายดินของหม้อแปลงไฟฟ้าไม่ดีหรือไม่ทำงาน กระแสไฟที่ผ่าลงมาจากฟ้า ซึ่งมีพลังงานและอุณหภูมิมหาศาลก็จะสัมผัสโดยตรงที่หม้อแปลง เป็นสาเหตุให้หม้อแปลงระเบิดได้เช่นกัน

                อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดยังมีอีกมากมายขึ้นกับปัจจัยและสถานการณ์ที่ต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้การระเบิดจะไม่เกิดขึ้น หากผู้ติดตั้งหม้อแปลงมีความเชี่ยวชาญ และตัวหม้อแปลงมีมาตรฐานระดับสากล

ติดต่อบริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) ผู้นำด้านการออกแบบสินค้า ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบจำหน่าย ตลอดจนงานบริหาร รับเหมา ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร เพื่อทำการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าได้ที่ https://preciseproducts.in.th/

อีเมล์ online.sale@precise.co.th

โทร 02-584-2367 ต่อ 609 หรือ 092-283-6660

โรงงานอุตสาหกรรม

ประวัติกรมโรงงานอุตสาหกรรม

          กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานส่วนราชการระดับกรม สังกัด กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่ในการบริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม โดยยึดแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และประหยัดพลังงาน รวมไปถึงสนับสนุนข้อมูล และ องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม

ประเทศไทยเริ่มมีการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมมาแต่สมัยโบราณ แต่การอุตสาหกรรมในขณะนั้นเป็นประเภทสินค้าหัตถกรรมและอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทอผ้า การตีเหล็ก การจักสาน การแกะสลักไม้ การทำทองรูปพรรณ และการประกอบกิจการอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เช่น โรงงานสุรา โรงงานน้ำตาลทรายแดง อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นโดยมีชาวต่างประเทศเข้ามาสร้างโรงงาน เช่น โรงกษาปณ์ โรงสีข้าว โรงเลื่อย และหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการพัฒนาด้านการอุตสาหกรรม โดยเอกชนได้เริ่มลงทุนก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรมขึ้นอีกหลายประเภท เช่น โรงงานบุหรี่ โรงงานทำกระดาษ โรงงานทำน้ำอัดลม โรงงานทำสบู่ แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงทั่วโลกในปี พ.ศ. 2470 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยด้วย ทำให้ไม่มีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

การก่อตั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม

เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลได้ยึดแนวการบริหารประเทศโดยคำนึงถึงความสมบูรณ์ของราษฎรทางด้านเศรษฐกิจจึงได้จัดทำแผนการดำเนินการทางเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอุตสาหกรรม กิจการบางอย่างที่เป็นสาธารณูปโภค รัฐจะเข้าควบคุมดูแลตลอดจนการร่วมงานกับบริษัทเอกชนดำเนินการในรูปของบริษัทสาธารณะ ส่วนที่ไม่เป็นสาธารณูปโภคจะให้ประชาชนดำเนินการธุรกิจอุตสาหกรรมได้

พ.ศ. 2485 เพื่อเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลในสมัยนั้นจึงมีนโยบายที่จะจัดสร้างและดำเนินการอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรมภายในประเทศให้เป็นปึกแผ่น โดยแก้ไขพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยยุบกระทรวงการเศรษฐกิจและจัดตั้งกระทรวงใหม่ขึ้น 2 กระทรวงคือกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม

5 พฤษภาคม 2485 สืบเนื่องจาก พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช 2484 พุทธศักราช 2485 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2485 ได้มีการจัดตั้ง กระทรวงการอุตสาหกรรม ขึ้น และได้จัดตั้งกรมในปีเดียวกัน โดยมีหน้าที่ในการดูแลโรงงานต่างๆ ของรัฐ ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการปรับปรุงมาตรฐาน คุณภาพและปริมาณ รักษาระดับราคาของผลิตภัณฑ์ที่โรงงานต่างๆ ผลิตจำหน่ายแก่ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เห็นว่ามีความจำเป็นแก่ประเทศในยามสงคราม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับการสถาปนาเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่ดูแลโรงงานต่างๆที่เป็นของรัฐ ควบคุมดูแลการดำเนินงานของโรงงานเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงมาตรฐานแห่งคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนรักษาระดับราคาของผลิตภัณฑ์ที่โรงงานต่างๆผลิตจำหน่ายแก่ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เห็นว่ามีความจำเป็นแก่ประเทศชาติในยามสงคราม

บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

1. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และกำหนดนโยบาย แผนงาน หลักเกณฑ์ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สุขอนามัย การบริหารความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานของโรงงาน

2. ส่งเสริม สนับสนุน และให้บริการด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย อาชีวอนามัย สุขอนามัย การบริหาร

ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงานของโรงงาน

3. ป้องกันและประสานการระงับภัยจากโรงงานและการประหยัดพลังงาน

4. ให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือหน่วยงานภาครัฐที่ร้องขอ ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือต้องใช้ความชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน

5. ตรวจสอบรายงานความปลอดภัยของผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว

6. ติดต่อและประสานความร่วมมือด้านความปลอดภัยของโรงงานกับหน่วยงานหรือองค์การด้านความปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุบัติภัย รวมทั้งการกีดกันทางการค้าด้วยเหตุผลจากความเสี่ยงภัย

7. พิจารณาอนุญาต ควบคุม กำกับดูแล บุคลากรหรือหน่วยงานด้านความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

8. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่ายงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

อุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0

          อุตสาหกรรม 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปสินค้าต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยียุคใหม่ที่ล้ำสมัยในการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร (Machine-to-Machine หรือ M2M) และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของระบบอัตโนมัติ, เพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารและการตรวจสอบระบบ, และเพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขปัญหาเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากมนุษย์ แต่เดิมโลของเรานั้นมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง ดังนี้

  1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก (First Industrial Revolution) คือ การเปลี่ยนจากวิธีการผลิตด้วยมือไปสู่เครื่องจักรโดยใช้พลังไอน้ำและพลังงานน้ำ เป็นช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ในสหราชอาณาจักร (เกาะอังกฤษ) หรือปี ค.ศ.1840 ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
  2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง (Second Industrial Revolution) หรือที่เรียกว่า การปฏิวัติเทคโนโลยีเป็นช่วงเวลาระหว่างปีพ. ศ. 2414 ถึง 2457 ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งเครือข่ายทางรถไฟและโทรเลขที่กว้างขวางซึ่งทำให้สามารถถ่ายโอนผู้คนและความคิดได้เร็วขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าและการเพิ่มพลังงานไฟฟ้า
  3. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม หรือ ที่เรียกว่า การปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หลังจากสงครามโลกทั้งสองสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อันมีชนวนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ.1929

อุตสาหกรรม 4.0 คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า และมีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมความต้องการของผู้บริโภครายบุคคลเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง เช่น โรงงานยุค 3.0 ผลิตของแบบเดียวกันจำนวนมากในเวลาพริบตาเดียว แต่ต่อไปโรงงานยุค 4.0 จะสามารถผลิตของหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันได้เป็นจำนวนมากในเวลาพริบตาเดียว  โดยใช้กระบวนการผลิตที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรแบบ “Smart Factory” สรุปอย่างง่ายก็คือ อุตสาหรรม 4.0 นั้น เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้  โดยมีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ ในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม 4.0 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล เน้นส่งเสริมการขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งเสริม E-Commerce, E-Documents และ E-Learning สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการวางพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้ไทยก้าวเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ยังเป็นการปูทางรองรับอุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย การมีระบบบริหารจัดการที่ดีเป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับกับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศนั้นมีประสิทธิภาพและแข่งขันกับตลาดโลกได้

อุตสาหกรรมอาหาร

อุตสาหกรรมอาหาร

          เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานด้านการผลิตทางการเกษตรที่มั่นคงและมั่งคั่ง ทำให้มีผลผลิตที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่อง มีแรงงานที่มีคุณภาพจำนวนมาก มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้เป็นฐานของการทำอุตสาหกรรมการอาหาร

          อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่นำผลิตผลจากภาคเกษตร ได้แก่ผลิตผลจากพืช ปศุสัตว์ และ ประมง มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร โดยอาศัยเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการถนอมอาหาร ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหาร (Food Processing Equipment) บรรจุภัณฑ์อาหาร (Packaging) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์อาหารให้ได้ปริมาณมากๆ มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และสะดวกต่อการบริโภค หรือการนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป และเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลจาก พืช ปศุสัตว์ และประมง ผลิตภัณฑ์อาหารอาจผ่านกระบวนการแปรรูปขั้นต้น หรือขั้นกลาง เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปหรือขั้นสุดท้าย ที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

          อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมลำดับแรกที่ได้รับการสนับสนุนมาตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนน้อยใช้วัตถุดิบภายในประเทศมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และสามารถนำเอาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศไปพัฒนาเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้มาก ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาเพื่อการลงทุน นอกจากนี้อุตสาหกรรมอาหารยังก่อให้เกิดผลเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมการผลิตอื่นๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ เช่น กระป๋อง และนำไปสู่การจ้างงานและรายได้ประชาชาติที่สูงขึ้น ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารกำลังเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทิศทางของการขยายตัวของสินค้าเกษตรมีมากขึ้นทำให้มีธุรกิจมีกำลังในการซื้อผลิตภัณฑ์เข้าในบริษัทมากขึ้นทั้งการแปรรูป และส่งออกสินค้าสด

          อุตสาหกรรมอาหารมีความแตกต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่นอย่างเด่นชัดในเรื่องของ วัตถุดิบ (Raw Material) และคุณภาพอาหาร (Food Quality) ดังนี้

  1. วัตถุดิบ (Raw Material) ในอุตสาหกรรมอาหารนั้นจะใช้วัตถุดิบจากพืช และวัตถุดิบจากสัตว์ ซึ่งได้จากภาคการเกษตรกรรม การปศุสัตว์ การประมง และบางส่วนได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ เป็นสิ่งมีชีวิตและเป็นสารอินทรีย์ ทำให้เสื่อมเสียได้ง่าย ทั้งการเสื่อมเสียจากจุลินรีย์ (Microbial Spoilage) การเสื่อมเสียจากปฏิกิริยาทางเคมี สามารถส่งผลกระทบทำให้อาหารเกิดอันตราย (Food Hazard) ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วย
  2. คุณภาพอาหาร (Food Quality) นั้นประกอบไปด้วย คุณภาพทางประสาทสัมผัสคุณภาพด้านโภชนาการ และคุณภาพด้านความปลอดภัย อุตสาหกรรมอาหารนั้นจะต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างกว้างขวางและรุนแรง เนื่องจากอาหารมีโอกาสก่ออันตรายกับผู้บริโภคได้ ทั้งอันตรายทางกายภาพ อันตรายทางเคมี และอันตรายทางจุลินทรีย์ ดังนั้นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมอาหาร จึงเข้มงวดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษา การกระจายสินค้า